ประเทศไทยและประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีศักยภาพสูงในการผลิตพืชผลมูลค่าสูง แต่ต้องเผชิญกับความท้าทายด้านสภาพอากาศที่แปรปรวน การควบคุมโรคพืช และข้อจำกัดด้านพื้นที่เพาะปลูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพาะกล้าสตรอว์เบอร์รี ซึ่งเป็นพืชที่ต้องการการดูแลอย่างพิถีพิถันและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมอย่างยิ่งยวด การพึ่งพาการเพาะปลูกแบบดั้งเดิมมักนำมาซึ่งความเสี่ยงสูง ผลผลิตไม่สม่ำเสมอ และวงจรการเติบโตที่ยาวนานเกินความจำเป็น

กล้าสตรอว์เบอร์รีคุณภาพสูงคือรากฐานสำคัญของผลผลิตที่ประสบความสำเร็จ การใช้กล้าที่อ่อนแอหรือติดโรคตั้งแต่เริ่มต้นสามารถนำไปสู่ความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการ การขาดแคลนกล้าที่ได้มาตรฐานและปราศจากโรคในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดคือปัญหาเร่งด่วนที่ต้องได้รับการแก้ไข

ในบริบทนี้ Infarmight ได้ก้าวเข้ามาเป็นผู้เปลี่ยนเกม ด้วยการนำเสนอโซลูชันฟาร์มอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับการเพาะกล้าพืชผลมูลค่าสูง โดยเฉพาะสตรอว์เบอร์รี โซลูชันนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยง แต่ยังเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้อย่างก้าวกระโดด ทำให้เกษตรกรและนักลงทุนสามารถเข้าถึงตลาดพืชผลคุณภาพสูงได้อย่างมั่นคง Infarmight มุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการผลิตกล้าพืชผลคุณภาพสูงในภูมิภาค


Infarmight: โซลูชันฟาร์มอัจฉริยะแบบโมดูลาร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI

Infarmight คือระบบฟาร์มอัจฉริยะแบบครบวงจรที่มุ่งเน้นการเพาะกล้าโดยเฉพาะ ประกอบด้วยสามองค์ประกอบหลักที่ทำงานร่วมกันอย่างลงตัว: ฮาร์ดแวร์แบบโมดูลาร์, ซอฟต์แวร์การตรวจสอบและระบบอัตโนมัติ, และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เป็นหัวใจสำคัญของการจัดการการเติบโต

1. ฮาร์ดแวร์: ฟาร์มตู้คอนเทนเนอร์ที่ปรับเปลี่ยนได้ (Container Modular Smart Farm)

หัวใจของระบบ Infarmight คือโครงสร้างฟาร์มแบบตู้คอนเทนเนอร์ที่ถูกออกแบบมาให้เป็นสภาพแวดล้อมการเพาะปลูกแบบปิด (Controlled Environment Agriculture – CEA) ที่สมบูรณ์แบบ ตู้คอนเทนเนอร์เหล่านี้มอบข้อได้เปรียบที่สำคัญเหนือโรงเรือนแบบดั้งเดิม:

  • การควบคุมสภาพแวดล้อมที่แม่นยำและสมบูรณ์แบบ: ภายในตู้คอนเทนเนอร์ Infarmight สามารถควบคุมอุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ ระดับ CO2 และการไหลเวียนของอากาศได้อย่างละเอียดและคงที่ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเร่งการเติบโตของกล้าสตรอว์เบอร์รีให้เป็นไปตาม “สูตรการเติบโต” ที่ AI กำหนดไว้
  • ความยืดหยุ่นในการติดตั้งและการขยายตัว: ตู้คอนเทนเนอร์สามารถติดตั้งได้ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นในพื้นที่จำกัด หรือแม้แต่ในเขตเมือง ทำให้การผลิตอยู่ใกล้กับตลาดผู้บริโภค ลดต้นทุนการขนส่ง และสามารถขยายกำลังการผลิตได้ง่ายเพียงแค่เพิ่มจำนวนโมดูล
  • ความทนทานและมาตรฐานการผลิตสูง: โครงสร้างที่แข็งแรงทนทานต่อสภาพอากาศภายนอก และการผลิตในโรงงานทำให้มั่นใจได้ว่าทุกโมดูลมีมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการขยายตลาดในภูมิภาคที่มีสภาพอากาศหลากหลาย

Infarmight Container Exterior

2. ซอฟต์แวร์และระบบอัตโนมัติ: การจัดการที่ไร้รอยต่อและแม่นยำ

Infarmight มาพร้อมกับซอฟต์แวร์การตรวจสอบและระบบอัตโนมัติที่ช่วยให้การจัดการฟาร์มเป็นเรื่องง่ายและมีประสิทธิภาพ ซอฟต์แวร์นี้ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลจากเซ็นเซอร์จำนวนมากที่ติดตั้งอยู่ภายในตู้คอนเทนเนอร์ และแปลงข้อมูลเหล่านั้นเป็นการดำเนินการทางกายภาพ:

  • การตรวจสอบแบบเรียลไทม์และเชิงลึก: เกษตรกรสามารถติดตามสถานะของพืชทุกต้นได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านแดชบอร์ดที่ใช้งานง่าย ข้อมูลที่ถูกเก็บรวบรวมรวมถึงค่า pH, EC (ค่าการนำไฟฟ้า), ระดับสารอาหาร, อุณหภูมิราก, ความเข้มของแสง (DLI), และความชื้นในอากาศ (VPD)
  • ระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ: การให้น้ำ การให้สารอาหาร การควบคุมสภาพอากาศ และการจัดการแสงจะถูกจัดการโดยอัตโนมัติตามโปรแกรมที่กำหนดไว้ล่วงหน้าและปรับปรุงโดย AI ซึ่งช่วยลดความผิดพลาดของมนุษย์ ประหยัดแรงงาน และรับประกันความสม่ำเสมอของผลผลิต

3. AI: หัวใจของการเร่งการเติบโตและคุณภาพสูงสุด

ปัญญาประดิษฐ์ (AI) คือสิ่งที่ทำให้ Infarmight แตกต่างอย่างแท้จริง AI ของ Infarmight ได้รับการฝึกฝนด้วยข้อมูลการเติบโตของกล้าสตรอว์เบอร์รีจำนวนมหาศาล เพื่อสร้าง “สูตรการเติบโต” ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละสายพันธุ์และแต่ละระยะการเติบโต

  • การวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ (Predictive Analytics): AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมได้เพื่อคาดการณ์ปัญหาที่อาจเกิดขึ้น เช่น การขาดสารอาหาร หรือการระบาดของโรค ก่อนที่อาการจะปรากฏให้เห็นจริงบนต้นพืช ตัวอย่างเช่น หาก AI ตรวจพบการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในค่า pH และ EC ที่อาจนำไปสู่การขาดธาตุเหล็กในอีก 48 ชั่วโมงข้างหน้า ระบบจะทำการปรับสูตรสารอาหารโดยอัตโนมัติทันที
  • การปรับปรุงสภาพแวดล้อมแบบไดนามิก (Dynamic Environment Adjustment): AI จะปรับการตั้งค่าสภาพแวดล้อม (เช่น การเพิ่มความเข้มแสง หรือการปรับสูตรสารอาหาร) แบบเรียลไทม์ เพื่อให้แน่ใจว่ากล้าสตรอว์เบอร์รีจะเติบโตในอัตราที่เร็วที่สุดและมีคุณภาพสูงสุด ผลลัพธ์ที่น่าทึ่งคือ การลดระยะเวลาการเติบโตลงได้ถึง 30% เมื่อเทียบกับการเพาะปลูกแบบดั้งเดิม ซึ่งหมายถึงการเพิ่มรอบการผลิตและผลกำไรที่สูงขึ้นอย่างมาก

Infarmight Interior Racks


เรื่องราวความสำเร็จ: “ไร่สตรอว์เบอร์รีแห่งอนาคต” กับ Infarmight

เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่แท้จริงของ Infarmight เราจะมาดูเรื่องราวความสำเร็จของ “ไร่สตรอว์เบอร์รีแห่งอนาคต” (ชื่อสมมติ) ซึ่งเป็นธุรกิจเพาะกล้าสตรอว์เบอร์รีขนาดกลางในภาคเหนือของประเทศไทย ที่ตัดสินใจเปลี่ยนจากการเพาะปลูกในโรงเรือนแบบดั้งเดิมมาใช้ระบบ Infarmight

ความท้าทายก่อนการเปลี่ยนแปลง

ก่อนการติดตั้ง Infarmight “ไร่สตรอว์เบอร์รีแห่งอนาคต” ต้องเผชิญกับความท้าทายที่พบได้ทั่วไปในอุตสาหกรรมการเกษตรของไทย:

  1. ปัญหาเชื้อราและโรคพืชในฤดูฝน: การควบคุมความชื้นในโรงเรือนแบบเปิดเป็นเรื่องยากมากในช่วงฤดูฝน ทำให้เกิดการระบาดของเชื้อราและโรคพืช ซึ่งส่งผลให้ต้องทิ้งกล้าจำนวนมาก และต้องใช้สารเคมีกำจัดเชื้อราในปริมาณสูง
  2. ความผันผวนของผลผลิตและคุณภาพ: กล้าที่ผลิตได้มีคุณภาพไม่สม่ำเสมอ บางชุดแข็งแรง บางชุดอ่อนแอ ทำให้ลูกค้า (เกษตรกรผู้ปลูกผลผลิต) ไม่มั่นใจในคุณภาพ และส่งผลกระทบต่อผลผลิตสตรอว์เบอร์รีของพวกเขา
  3. การขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ: การจัดการระบบไฮโดรโปนิกส์และโรงเรือนแบบดั้งเดิมต้องใช้แรงงานที่มีความรู้เฉพาะทาง ซึ่งหาได้ยากและมีค่าใช้จ่ายสูง

การตัดสินใจลงทุนและกระบวนการติดตั้ง

“ไร่สตรอว์เบอร์รีแห่งอนาคต” ได้ตัดสินใจลงทุนในโมดูล Infarmight จำนวน 5 ตู้คอนเทนเนอร์ โดยมีเป้าหมายหลักคือการเพิ่มความสม่ำเสมอของผลผลิตและลดวงจรการผลิต การติดตั้งใช้เวลาเพียง 4 สัปดาห์ เนื่องจากระบบเป็นแบบโมดูลาร์และพร้อมใช้งานทันที (Plug-and-Play) ทีมงาน Infarmight ได้ให้การฝึกอบรมอย่างละเอียดแก่พนักงานของไร่ โดยเน้นไปที่การใช้งานซอฟต์แวร์ AI และการตรวจสอบข้อมูลบนแดชบอร์ด

ผลลัพธ์ที่น่าทึ่งหลังการใช้งาน Infarmight

หลังจากใช้งาน Infarmight เป็นเวลา 1 ปี ธุรกิจนี้ก็เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนและวัดผลได้:

ตัวชี้วัดประสิทธิภาพ (KPI) ก่อน Infarmight (โรงเรือนแบบดั้งเดิม) หลัง Infarmight (ระบบตู้คอนเทนเนอร์) การเปลี่ยนแปลง
ระยะเวลาเพาะกล้า (พร้อมย้ายปลูก) 10 – 12 สัปดาห์ 7 – 8 สัปดาห์ ลดลง 30%
อัตราการรอดตายของกล้า 85% 98% เพิ่มขึ้น 13%
การใช้สารเคมี (ยาฆ่าเชื้อรา/แมลง) สูง (ใช้ทุกสัปดาห์) เป็นศูนย์ ปลอดสาร 100%
การใช้น้ำ 100% (เทียบกับระบบเปิด) < 10% ประหยัดน้ำ > 90%
ผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ปีแรก 25% สร้างผลกำไรทันที
  • การลดระยะเวลาการเติบโต: ระยะเวลาการเพาะกล้าลดลงจาก 10 สัปดาห์เหลือเพียง 7 สัปดาห์ ซึ่งหมายถึงการเพิ่มรอบการผลิตได้เกือบ 40% ต่อปี ทำให้สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดในช่วงนอกฤดูได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • คุณภาพกล้าที่เหนือกว่า: กล้าสตรอว์เบอร์รีที่ผลิตได้มีระบบรากที่แข็งแรงกว่า ลำต้นหนา และปราศจากโรค ทำให้มีอัตราการรอดตายสูงขึ้นมากเมื่อนำไปปลูกต่อ ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ให้กับไร่
  • การประหยัดต้นทุนแรงงาน: ระบบอัตโนมัติของ Infarmight ทำให้ความต้องการแรงงานลดลง 60% พนักงานที่เหลือสามารถมุ่งเน้นไปที่การตรวจสอบคุณภาพและการจัดการข้อมูลแทนการทำงานซ้ำ ๆ

Infarmight Seedlings Close-up


คู่มือปฏิบัติ: กลไกเบื้องหลังการลดระยะเวลาการเติบโต 30% ด้วย AI

การบรรลุเป้าหมายการลดระยะเวลาการเติบโต 30% ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากการทำงานร่วมกันของเทคโนโลยีและกระบวนการที่แม่นยำ นี่คือคู่มือปฏิบัติที่เน้นย้ำถึงปัจจัยสำคัญที่ Infarmight AI ใช้ในการเร่งการเติบโตของกล้าสตรอว์เบอร์รี:

1. การจัดการแสงแบบปรับสเปกตรัม (AI-Driven Light Management)

แสงคือพลังงานหลักในการสังเคราะห์แสง Infarmight ใช้ไฟ LED ที่ปรับสเปกตรัมได้ (Adjustable Spectrum LED) ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการเร่งการเติบโต:

  • การปรับสเปกตรัมตามระยะการเติบโต:
    • ระยะแตกราก (Rooting Phase): AI จะเพิ่มสัดส่วนของแสงสีน้ำเงิน (Blue Light) เพื่อกระตุ้นการสร้างรากที่แข็งแรงและสั้น
    • ระยะสร้างใบ (Vegetative Phase): AI จะเพิ่มสัดส่วนของแสงสีแดง (Red Light) เพื่อกระตุ้นการสังเคราะห์แสงและการแบ่งเซลล์อย่างรวดเร็ว ทำให้ใบมีขนาดใหญ่และหนาแน่นขึ้น
  • ความเข้มแสงสูงตลอด 24 ชั่วโมง (High DLI): เนื่องจากสภาพแวดล้อมถูกควบคุม อุณหภูมิจะไม่สูงเกินไป ทำให้สามารถใช้ความเข้มแสงสูง (Daily Light Integral – DLI) ได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีความเสี่ยงจากความร้อนสูงเกินไป ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในการเพาะปลูกกลางแจ้ง การให้แสงอย่างต่อเนื่องในปริมาณที่เหมาะสมช่วยให้พืชสามารถสังเคราะห์แสงได้ตลอดเวลา ส่งผลให้การเติบโตเร็วขึ้นอย่างมาก

2. การควบคุมสภาพแวดล้อมรากที่สมบูรณ์แบบ (Precision Root Zone Control)

สุขภาพของรากคือตัวกำหนดความเร็วในการเติบโต Infarmight ใช้ระบบไฮโดรโปนิกส์ที่ซับซ้อนเพื่อควบคุมสภาพแวดล้อมรากอย่างสมบูรณ์:

  • อุณหภูมิรากที่เหมาะสมที่สุด: AI จะรักษาอุณหภูมิของสารละลายธาตุอาหารให้อยู่ในช่วงแคบ ๆ ที่ 18-22 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการดูดซึมสารอาหารของสตรอว์เบอร์รี การควบคุมอุณหภูมิรากอย่างแม่นยำช่วยลดความเครียดของพืชและเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึม
  • การเติมออกซิเจนในน้ำ (Aeration): มีการเติมออกซิเจนในน้ำอย่างต่อเนื่องในระดับสูง (Dissolved Oxygen – DO) เพื่อป้องกันรากเน่าและส่งเสริมการหายใจของราก ซึ่งช่วยให้พืชสามารถดูดซึมสารอาหารได้เร็วขึ้นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพอากาศร้อนของประเทศไทย

3. สูตรสารอาหารที่ปรับปรุงโดย AI (AI-Optimized Nutrient Formula)

AI ของ Infarmight ไม่ได้ใช้สูตรสารอาหารแบบคงที่ แต่จะปรับเปลี่ยนตามระยะการเติบโตและข้อมูลที่วัดได้จากเซ็นเซอร์:

  • การปรับ EC/pH แบบไดนามิก: เมื่อกล้าเข้าสู่ระยะการเติบโตที่ต้องการไนโตรเจนสูงขึ้น AI จะปรับค่า EC (ความเข้มข้นของสารอาหาร) และค่า pH ให้เหมาะสมที่สุดโดยอัตโนมัติ เพื่อให้แน่ใจว่าพืชจะได้รับสิ่งที่ต้องการในปริมาณที่พอดี การปรับค่า pH อย่างแม่นยำช่วยให้ธาตุอาหารรอง เช่น เหล็ก (Fe) สามารถถูกดูดซึมได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
  • การจัดการธาตุอาหารรองเชิงรุก: AI จะตรวจสอบระดับธาตุอาหารรอง เช่น เหล็ก (Fe), แมกนีเซียม (Mg), และแคลเซียม (Ca) อย่างใกล้ชิด ซึ่งมีความสำคัญต่อการสร้างคลอโรฟิลล์และการสังเคราะห์แสง หากระดับธาตุอาหารใดเริ่มลดลงต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด AI จะสั่งการให้ระบบเติมสารอาหารนั้น ๆ ทันทีเพื่อป้องกันการขาดสารอาหาร

Infarmight Monitoring Dashboard


การเปรียบเทียบประสิทธิภาพ: Infarmight vs. การเพาะปลูกแบบดั้งเดิม

ตารางต่อไปนี้แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างที่ชัดเจนในด้านประสิทธิภาพระหว่างการเพาะกล้าสตรอว์เบอร์รีด้วยระบบ Infarmight และวิธีการเพาะปลูกแบบดั้งเดิมในโรงเรือนทั่วไปในประเทศไทย โดยเน้นที่ปัจจัยสำคัญทางเศรษฐกิจและการผลิต

คุณสมบัติ การเพาะปลูกแบบดั้งเดิม (โรงเรือน) Infarmight (ระบบตู้คอนเทนเนอร์) ผลลัพธ์ที่ได้
ระยะเวลาเพาะกล้า (พร้อมย้ายปลูก) 10 – 12 สัปดาห์ 7 – 8 สัปดาห์ ลดลง 30%
ความสม่ำเสมอของผลผลิต ปานกลางถึงต่ำ (ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ) สูงมาก (ควบคุมได้ 100%) ความเสี่ยงลดลง
การใช้น้ำ สูง (มีการระเหยและสูญเสีย) ต่ำมาก (ระบบน้ำวนปิด) ประหยัดน้ำ > 90%
ความเสี่ยงจากโรค/แมลง สูง (ต้องใช้สารเคมี) ต่ำมาก (สภาพแวดล้อมปิด) ผลผลิตปลอดสาร
ผลผลิตต่อพื้นที่ (ต่อ ตร.ม.) ต่ำ (ปลูกในแนวราบ) สูงมาก (ปลูกในแนวตั้งหลายชั้น) เพิ่มผลผลิตต่อ ตร.ม. หลายเท่า
ต้นทุนแรงงาน สูง (การตรวจสอบและดูแลด้วยตนเอง) ต่ำ (ระบบอัตโนมัติและ AI) ลดต้นทุนการดำเนินงาน
ความสามารถในการผลิตนอกฤดู ต่ำมาก สูงมาก (ผลิตได้ตลอดปี) สร้างรายได้ต่อเนื่อง

การขยายตลาด: โอกาสในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอนาคตของเกษตรกรรม

Infarmight ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ตลาดไทยเท่านั้น แต่ยังมุ่งเป้าไปที่การขยายตัวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่มีความต้องการพืชผลมูลค่าสูงและมีข้อจำกัดด้านพื้นที่เพาะปลูก เช่น เวียดนามและมาเลเซีย

ความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ในตลาดอาเซียน

  1. การขนส่งและการติดตั้งที่ง่ายดาย: ตู้คอนเทนเนอร์สามารถขนส่งและติดตั้งได้ง่ายในทุกประเทศ ทำให้การขยายธุรกิจเป็นไปอย่างรวดเร็วและลดความซับซ้อนในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่
  2. การปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศท้องถิ่น: แม้ว่าระบบจะทำงานในสภาพแวดล้อมปิด แต่ AI ของ Infarmight สามารถเรียนรู้และปรับสูตรการเติบโตให้เข้ากับความต้องการเฉพาะของตลาดแต่ละแห่งได้ เช่น การปรับปรุงพันธุ์กล้าให้ทนทานต่อการขนส่งในระยะทางไกล หรือการปรับสูตรสารอาหารให้เข้ากับคุณภาพน้ำในท้องถิ่น
  3. การตอบสนองต่อความต้องการอาหารปลอดภัย: ผู้บริโภคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความต้องการพืชผลที่ปลอดภัยและปลอดสารเคมีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ระบบปิดของ Infarmight รับประกันว่ากล้าที่ผลิตได้นั้นปราศจากศัตรูพืชและโรค 100% ซึ่งเป็นจุดขายที่สำคัญในตลาดพรีเมียม

การลงทุนใน Infarmight จึงเป็นการลงทุนในอนาคตของการเกษตรที่ยั่งยืนและทำกำไรในภูมิภาคเขตร้อน ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการผลิตกล้าพืชผลคุณภาพสูงและเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะในอาเซียน

Infarmight High-Value Crop


สรุป: อนาคตของการเพาะกล้าที่แม่นยำและทำกำไร

Infarmight ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นมากกว่าเทคโนโลยี แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เกษตรกรและธุรกิจสามารถควบคุมอนาคตการผลิตของตนเองได้ ด้วยการลดระยะเวลาการเติบโตลง 30% และเพิ่มคุณภาพของกล้าสตรอว์เบอร์รีอย่างไม่เคยมีมาก่อน โซลูชันนี้กำลังเปิดประตูสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ในตลาดพืชผลมูลค่าสูง

Infarmight นำเสนอความแม่นยำทางวิทยาศาสตร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อเอาชนะความท้าทายของสภาพอากาศเขตร้อน และมอบความมั่นคงในการผลิตที่ยั่งยืนและทำกำไร หากคุณพร้อมที่จะก้าวข้ามข้อจำกัดของการเกษตรแบบดั้งเดิม และต้องการสร้างเรื่องราวความสำเร็จเช่นเดียวกับ “ไร่สตรอว์เบอร์รีแห่งอนาคต” Infarmight คือคำตอบที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์และความแม่นยำ

ติดต่อเราวันนี้เพื่อเริ่มต้นการปฏิวัติการเพาะกล้าของคุณ!

Infarmight AI Interface


Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *